Accessibility Tools

ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด
Roi Et Provincial Court
image

ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด

ข้อควรปฏิบัติเมื่อได้รับหมายศาล image

 

ข้อควรปฏิบัติเมื่อได้รับหมายศาล


อันดับแรกที่ควรทำคือ ควรตรวจสอบว่าเป็นหมายชนิดใดและเกี่ยวข้องกับศาลใด เนื่องจากหมายศาล มีหลายประเภท ได้แก่
• หมายนัด เป็นหมายที่ให้ไปศาลตามวัน เวลาที่กำหนด
• หมายเรียก เป็นหมายที่ส่งไปพร้อมกับสำเนาคำฟ้องเพื่อให้จำเลยแก้คดีภายในกำหนด นับตั้งแต่วันที่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องในคดีแพ่ง ส่วนคดีอาญาที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีชั้นศาล ในกรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องเอง หากศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ศาลจะประทับรับฟ้องไว้ หากเป็นกรณีที่ยังไม่ได้ตัวจำเลยมาศาล ศาลอาจจะออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลเพื่อจะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
• คำสั่งเรียกเอกสาร เป็นหมายคำสั่งเรียกเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งบุคคลภายนอกของทางราชการ หรือของเจ้าหน้าที่ และคู่ความฝ่ายหนึ่งต้องการใช้เอกสารนั้นเพื่อประโยชน์ ในการดำเนินคดีของคู่ความนั้น จึงได้ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกให้ผู้ครอบครองเอกสารนั้นส่งเอกสารให้แก่ศาล ด้วยตนเองหรือจัดส่งทางไปรษณีย์ก็ได้
• หมายเรียกให้มาเป็นพยานเบิกความต่อศาลตามวันและเวลาที่กำหนดในหมาย

การเบิกความ

การเบิกความ คือ การที่บุคคลไปให้ข้อมูลแก่ศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเพื่อให้ศาลใช้ข้อมูลที่ได้รับประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีนั้น โดยการให้ข้อมูลดังกล่าวจะทำด้วยการให้บุคคล ที่ไปเบิกความตอบคำถามของศาลหรือของคู่ความแต่ละฝ่าย
พยานควรเบิกความเฉพาะเท่าที่ตนได้เห็น ได้ยิน หรือได้ทราบโดยตรงเท่านั้น และต้องเบิกความด้วยวาจา และห้ามพยานอ่านข้อความที่จด หรือเขียนมา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลหากเหตุการณ์ที่พยานไม่แน่ใจหรือจำไม่ได้ให้ตอบไปตรง ๆ ว่าพยานไม่แน่ใจหรือจำไม่ได้ ถ้าพยานฟังคำถามของคู่ความหรือทนายความไม่ชัดเจน พยานอาจขอให้คู่ความหรือทนายความทวนคำถามใหม่ได้ เมื่อเบิกความเสร็จแล้ว ศาลจะอ่านคำเบิกความที่บันทึกให้แก่พยานฟัง ถ้าพยานเห็นว่า มีข้อความใด ไม่ตรงกับที่ได้เบิกความไว้พยานก็สามารถทักท้วงขอแก้ไขได้ หากข้อความดังกล่าวถูกต้องทั้งหมดแล้ว ศาลจะให้พยานลงลายมือชื่อไว้ท้ายคำเบิกความและเป็นอันเสร็จสิ้นการเป็นพยาน

เมื่อได้รับหมายเรียกให้ไปเบิกความ

ทำอย่างไร เมื่อได้รับหมายเรียกให้ไปเบิกความ
๑. เมื่อได้รับหมายเรียก ควรดูอย่างรอบคอบว่าเป็นหมายของศาลใด ศาลนั้นตั้งอยู่ที่ใด ต้องไปเบิกความ ในวันและเวลาใดหากมีข้อสงสัย ควรโทรศัพท์สอบถามไปยังศาลตามหมายเลขโทรศัพท์ และที่อยู่ด้านล่างของหมายเรียก
๒. ไปศาลตามวันและเวลานัด แต่หากมีความจำเป็นไม่อาจไปศาลตามกำหนดได้ ต้องรีบแจ้งให้ศาลทราบก่อนวันนัดเพราะการขัดขืนไม่ไปศาล อาจถูกศาลออกหมายจับเพื่อเอาตัวกักขังไว้จนกว่าจะเบิกความ และยังถือว่าเป็นความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
๓. ตรวจหมายเลขห้องพิจารณาคดีและรอการเบิกความที่ห้องพิจารณาคดี จึงควรนำหมายเรียกติดตัวไปศาลด้วยเพื่อความสะดวกในการติดต่อสอบถาม และเมื่อมาถึงศาลแล้ว ให้หาห้องพิจารณาคดีโดยอาจสอบถามจากพนักงานต้อนรับประจำศาลหรือเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ หรือป้ายอักษรวิ่ง จอคอมพิวเตอร์ในศาลนอกจากนี้ ควรนำหลักฐานประจำตัว เช่น บัตรประจำตัวประชาชนติดตัวไปด้วยเพื่อใช้ยืนยันตน
๔. ก่อนเบิกความพยานต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนาที่ตนเองนับถือหรือปฏิญาณว่าจะให้การตามความสัตย์จริงเสียก่อนยกเว้นบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี บุคคลที่ศาลเห็นว่าหย่อนความรู้สึกผิดและชอบ พระภิกษุหรือสามเณรในพุทธศาสนา และบุคคลที่คู่ความทั้ง ๒ ฝ่ายตกลงกันว่าไม่ต้องสาบาน ผู้ที่ขัดขืนคำสั่งของศาลที่ให้สาบานหรือให้ปฏิญาณจะมีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

เบิกความเท็จ

เบิกความเท็จ จะมีความผิดหรือไม่
การเบิกความเท็จเป็นการที่พยานเอาความที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จมาเบิกความต่อศาล ไม่ว่าพยานผู้นั้นจะได้สาบานหรือปฏิญาณตนก่อนเบิกความหรือไม่ก็ตาม และที่สำคัญ ความเท็จนั้นต้องเป็นข้อมูลสำคัญในคดี ที่จะมีผลต่อการวินิจฉัยของศาลที่จะนำไปสู่การแพ้หรือชนะคดี ผู้เบิกความจะมีความผิดฐานเบิกความเท็จ ทั้งนี้จะต้องเบิกความไป โดยมีเจตนาคือรู้อยู่แล้วว่าข้อความที่ตนเบิกความนั้นเป็นเท็จการเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี หรือปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับถ้าเบิกความเท็จในคดีอาญาต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๗ ปี และปรับไม่เกิน ๑๔,๐๐๐ บาท